สเต็มเซลล์ (Stemcell) ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่น่าจับตามอง

สเต็มเซลล์ (Stemcell) ความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่น่าจับตามอง

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือว่ามีความสำคัญมากในวงการแพทย์สมัยใหม่ เพราะเป็นองค์ประกอบทางชีวภาพที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เนื่องจากความสามารถในการแบ่งเซลล์และพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ย่อยต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เพื่อใช้ในการรักษาและฟื้นฟูเนื้อเยื่ออวัยวะในระบบร่างกายของมนุษย์

สเต็มเซลล์คืออะไร?

สเต็มเซลล์คืออะไร?

สเต็มเซลล์ (Stemcell) มีต้นกำเนิดมาจากการสืบพันธุ์ (การผสมของเซลล์อัตโนมัติ) สเต็มเซลล์ คือเซลล์ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวและสร้างเป็นเซลล์ของส่วนประกอบอื่น ๆ ภายในร่างกายได้ ซึ่งสเต็มเซลล์มีความสำคัญมากในการวิจัยและการพัฒนาการแพทย์ เนื่องจากมีศักยภาพในการสร้างเนื้ออวัยวะ และการใช้เป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูและรักษาโรคต่าง ๆ ที่ยากและไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการปกติ

ประเภทของสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์สามารถแบ่งประเภทตามความสามารถและการแบ่งตัวได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักได้ดังนี้

1. สเต็มเซลล์แม่แบบ (Pluripotent Stem Cells)

สเต็มเซลล์แม่แบบมีความสามารถที่จะแปลงเป็นเซลล์ของทุกส่วนประกอบของร่างกาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เอ็น เซลล์ไขมัน และเซลล์เลือด ซึ่งเป็นสเต็มเซลล์ที่ถูกใช้ในการวิจัยและการพัฒนาทางการแพทย์ เพื่อสร้างเนื้ออวัยวะหรือรักษาโรคต่าง ๆ

2. สเต็มเซลล์เฉพาะทาง (Multipotent or Adult Stem Cells)

 สเต็มเซลล์เฉพาะทางมีความสามารถแปลงเป็นเซลล์ของประเภทหนึ่งเฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์เลือดหรือเซลล์กล้ามเนื้อ โดยสามารถพบได้ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย และมีศักยภาพในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อหรือเป็นส่วนประกอบของการรักษาได้อีกด้วย

3. สเต็มเซลล์นานาพันธุ์ (Totipotent Stem Cells)

 สเต็มเซลล์นานาพันธุ์มีความสามารถที่จะแปลงเป็นเซลล์ของทุกส่วนประกอบของร่างกาย รวมถึงเซลล์ที่จำเป็นสำหรับการสร้างส่วนประกอบของแม่และพ่อ โดยสเต็มเซลล์นานาพันธุ์สามารถพบได้ในระยะแรกของการพัฒนาทารก หลังจากนั้นเมื่อพัฒนาเป็นเซลล์ที่มีการแบ่งตัวแบบแบบแต่ละเซลล์ความสามารถนี้จะลดล

ประโยชน์ของสเต็มเซลล์

การประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์ในทางการแพทย์ สามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ได้ต่อไปดังนี้

  1. การฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ: สเต็มเซลล์มีความสามารถในการแปลงเป็นเซลล์ของส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เอ็น และเซลล์ไขมัน ทำให้มีศักยภาพในการฟื้นฟูหรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายจากการบาดเจ็บหรือโรคภัยได้
  2. การประยุกต์ใช้ในการวิจัยโรค: สเต็มเซลล์สามารถใช้เป็นโมเดลในการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการพัฒนาวิธีการรักษา
  3. การสร้างเนื้ออวัยวะ: สเต็มเซลล์มีศักยภาพในการสร้างเนื้ออวัยวะในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญสำหรับการป้องกันและรักษาโรคที่ต้องการการเปลี่ยนอวัยวะ
  4. การรักษาโรคที่ยากและไม่สามารถรักษาได้: สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคที่ยาก และไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการปัจจุบัน
  5. การป้องกันและแก้ไขภาวะการแพร่กระจายของเซลล์: สเต็มเซลล์มีศักยภาพในการแปลงเป็นเซลล์ของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ทำให้มีโอกาสในการป้องกันและแก้ไขภาวะที่เกิดจากเซลล์ที่ผิดปกติได้

มาตรฐานการผลิตสเต็มเซลล์

การใช้งานสเต็มเซลล์ (Stemcell) ในการรักษาโรคให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องผ่านการควบคุมกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวดในทุกรายละเอียด เพื่อรับรองได้ว่าเมื่อนำสเต็มเซลล์ไปใช้งานจะปลอดภัย มีคุณภาพและประสิทธิภาพสำหรับการรักษาโรค โดยมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงก่อนนำไปใช้ ดังนี้

  1. การเลือกแม่เซลล์: การเลือกแม่เซลล์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งต้องไม่มีการติดเชื้อ และต้องผ่านการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของเซลล์
  2. เทคนิคการเพาะเลี้ยง: การใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สเต็มเซลล์เติบโตและพัฒนาอย่างถูกต้อง
  3. การตรวจสอบคุณภาพ: การตรวจสอบและติดตามคุณภาพของสเต็มเซลล์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าสเต็มเซลล์มีความสามารถและประสิทธิภาพตามที่ต้องการ
  4. การจัดเก็บและการจัดส่ง: การจัดเก็บสเต็มเซลล์ในสภาวะที่มีความเหมาะสม และการจัดส่งโดยมีการควบคุมอุณหภูมิและเงื่อนไขการจัดส่งที่เหมาะสม
  5. ความปลอดภัย: ต้องมีการควบคุมและรักษาให้มีความปลอดภัยสูงสุด และป้องกันการถูกทำลายหรือมีการแก้ไขเซลล์ในระหว่างกระบวนการผลิต
  6. การติดตามและการอัปเดต: การติดตามและรักษาข้อมูลการผลิตสเต็มเซลล์ เพื่อให้สามารถติดตามและปรับปรุงกระบวนการในอนาคต

 

โดยสเต็มเซลล์จะต้องมีมาตรฐานเหล่านี้ เช่น มาตรฐาน GTP มาตรฐาน ATMP หรือ US-FDA มาตรฐาน ISCT มาตรฐาน ISO และมาตรฐาน GMP เพื่อให้การจัดเก็บรักษาสเต็มเซลล์มีคุณภาพและได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังต้องมีห้องปฏิบัติการที่ปราศจากเชื้อ ฝุ่น มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม และต้องมีระบบจัดการอากาศที่ดีสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  อย่าง “ห้องปลอดเชื้” ที่ได้มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก คือ Cleanroom Class 100 หรือ ISO Class 7 ขึ้นไปที่เป็นห้องความดันบวกหรือห้องความดันลบ เพื่อป้องกันไม่ให้อนุภาคเข้ามาปนเปื้อนในห้องปลอดเชื้อนั่นเอง

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น ATMP

ATMP หมายถึง “Advanced Therapy Medicinal Products” หรือ “ผลิตภัณฑ์ยาทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย” ซึ่งเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ยาที่มีคุณสมบัติและเป้าหมายการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงและมีความซับซ้อนในการผลิต โดยตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น ATMP ได้แก่

  1. สเต็มเซลล์: ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สเต็มเซลล์เป็นต้นฉบับเพื่อใช้ในการแพทย์ โดยเฉพาะการใช้สเต็มเซลล์เพื่อฟื้นฟูหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อ
  2. เซ็นเซอร์เลย์: ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อใช้ในการแพทย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงเซลล์เลือดขาวเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง
  3. วัคซีนเจน: ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยใช้เทคนิคเซ็นเซอร์เลย์

โดย ATMP ต้องผ่านกระบวนการการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด และมักจะต้องได้รับการอนุญาตหรือการรับรองจากหน่วยงานการแพทย์หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะใช้ในการแพทย์

สร้างห้องปลอดเชื้อเพื่อจัดเก็บสเต็มเซลล์ต้อง CAI Engineering

CAI Engineering ผู้เชี่ยวชาญให้การสร้างห้องปลอดเชื้อหรือห้องสะอาด (Cleanroom) ตามมาตรฐาน ISO 14644 หรือ มาตรฐาน GMP และ PIC/S โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผนังห้องคลีนรูม หรือ AHU ที่ได้รับการรองรับมาตรฐานต่าง ๆ  เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสร้างห้องคลีนรูมกับ CAI Engineering นั้นจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และผ่านการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เพราะ ความพึงพอใจและความมั่นใจของลูกค้าคือความภูมิใจของเรา

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลือกวัสดุที่ใช้สร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644

การเลือกวัสดุที่ใช้สร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644

การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะกับการสร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644 จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าห้องคลีนรูมจะมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการ

Read More »
"Green Technology" เทรนด์เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเป้าหมาย Net Zero Emissions

“Green Technology” เทรนด์เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเป้าหมาย Net Zero Emissions

เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) ขับเคลื่อนโลกสู่ Net Zero ด้วยเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหยุดวิกฤตโลกร้อน

Read More »

By clicking “Accept”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts. Privacy Policy

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า