การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BIM ในการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BIM ในการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมปรับอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอาคารตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การดำเนินงาน ไปจนถึงการบำรุงรักษาต่างก็ต้องใช้ทรัพยากรและกำลังคนเป็นจำนวนมากในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งการออกแบบ การวิเคราะห์ การคำนวณต้นทุน และการจัดการข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการทำงานเหล่านี้ย่อมต้องใช้ความเชี่ยวชาญของวิศวกรหรือผู้ออกแบบระบบปรับอากาศในแต่ละขั้นตอนที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงความซับซ้อนของการทำงานและงบประมาณที่อาจเพิ่มขึ้นระหว่างการก่อสร้าง

 

ดังนั้นเรา CAI Engineering จึงเลือกนำ “เทคโนโลยี BIM” มาปรับใช้ใน การออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC ให้เป็นไปตามที่วางไว้หรือตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงหรือข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง ควบคุมระยะเวลาในการก่อสร้าง ช่วยลดการใช้ทรัพยากรทั้งอุปกรณ์และบุคคล ช่วยในการประมาณราคาในการก่อสร้าง ตลอดจนสามารถช่วยลดการใช้พลังงานในการทำงานของระบบปรับอากาศอีกด้วย 

 

ซึ่ง “BIM” หรือชื่อเต็มที่เรียกว่า Building Information Modeling คือ เป็นกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างและจัดการข้อมูลของอาคารในรูปแบบสามมิติและเชิงข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินงาน ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดย BIM จะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในโครงการทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยหลักการทำงานของ BIM สำหรับการออกแบบระบบปรับอากาศ (HVAC) มีขั้นตอนและกระบวนการที่สำคัญ ดังนี้ การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (3D Modeling) การวิเคราะห์และจำลองการทำงาน (Analysis and Simulation) การประสานงาน (Coordination) การสร้างเอกสารและการจัดการข้อมูล (Documentation and Data Management การตรวจสอบและปรับปรุง (Review and Optimization) เป็นต้น

กระบวนการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC ด้วย BIM

การออกแบบระบบปรับอากาศ (HVAC) โดยใช้เทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) เป็นกระบวนการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการวางแผน ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ HVAC ในอาคาร กระบวนการนี้ประกอบด้วยหลายขั้นตอน ดังนี้

  1. การสร้างโมเดล BIM : เริ่มจากการสร้างโมเดลสามมิติของอาคารที่ครอบคลุมข้อมูลทุกด้าน ตั้งแต่โครงสร้าง สถาปัตยกรรม ระบบไฟฟ้า และระบบท่อประปา โดยการใช้ซอฟต์แวร์ BIM เช่น Revit, AutoCAD MEP หรือ ArchiCAD จะช่วยให้สามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบระเบียบ
  2. การวิเคราะห์การโหลดความร้อนและความเย็น : ใช้ข้อมูลที่ได้จากโมเดล BIM ในการคำนวณการโหลดความร้อนและความเย็นของอาคารซอฟต์แวร์ ซึ่งเทคโนโลยี BIM สามารถรวมข้อมูลจากการคำนวณเหล่านี้เพื่อให้เห็นภาพรวมของการทำงานของระบบ HVAC ที่ต้องการได้
  3. การออกแบบระบบ HVAC : การวางผังของอุปกรณ์ HVAC เช่น เครื่องทำความร้อน เครื่องปรับอากาศ ท่อส่งลม และท่อน้ำเย็น ซึ่งการใช้ซอฟต์แวร์ BIM เพื่อสร้างระบบท่อส่งลมและท่อน้ำเย็นที่เหมาะสมกับโครงสร้างของอาคารสามารถทำการปรับแต่งการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับระบบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโมเดลได้
  4. การประสานงานระหว่างทีม : BIM ช่วยให้การสื่อสารระหว่างทีมสถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมาเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยข้อมูลทั้งหมดที่เก็บในโมเดล BIM สามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับทุกฝ่ายในการปรับปรุงและแก้ไขแบบแผนได้
  5. การวิเคราะห์พลังงานและประสิทธิภาพ : การใช้ BIM ในการจำลองการใช้พลังงานของระบบ HVAC เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการประหยัดพลังงาน การปรับแต่งการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ HVAC

ซอฟต์แวร์ BIM ที่ใช้ในการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC

Building Information Modeling (BIM) เป็นกระบวนการที่สำคัญในการออกแบบและจัดการข้อมูลสำหรับโครงการก่อสร้าง ซึ่งรวมถึงการออกแบบระบบปรับอากาศ (HVAC) ซอฟต์แวร์ BIM ที่สำคัญในการออกแบบระบบ HVAC มีหลายตัว แต่ละตัวมีความสามารถในการจัดการข้อมูลและสร้างแบบจำลองที่มีความเชื่อถือ เพื่อช่วยให้ผู้ออกแบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้ ได้แก่

  • Autodesk Revit : เป็นซอฟต์แวร์ BIM ที่มีเครื่องมือสำหรับการออกแบบ การวิเคราะห์ และการจำลองระบบ HVAC ทำให้สามารถสร้างแบบจำลองสามมิติที่ละเอียดและแม่นยำ Revit ช่วยให้สามารถเก็บและจัดการข้อมูลทั้งหมดของโครงการในที่เดียว รวมถึงข้อมูลของระบบ HVAC ทั้งหมด ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  • Trimble SketchUp : SketchUp เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างแบบจำลองสามมิติของระบบ HVAC โดยมีความยืดหยุ่นสูงในการออกแบบ โดย SketchUp มีปลั๊กอินและส่วนเสริมที่สามารถใช้ในการจำลองและวิเคราะห์การทำงานของระบบ HVAC ได้ เช่น การวิเคราะห์การไหลของอากาศและการกระจายความร้อน เป็นต้น
  • Magicad for Revit and AutoCAD : เป็นส่วนเสริมที่เพิ่มความสามารถในการออกแบบระบบ HVAC ให้บนแพลตฟอร์ม Revit และ AutoCAD ทำให้การออกแบบมีความละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น โดย Magicad มีฐานข้อมูลของอุปกรณ์ HVAC ที่ครอบคลุม ช่วยให้สามารถเลือกและจำลองการใช้งานอุปกรณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Carrier HAP (Hourly Analysis Program) : เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์การโหลดความเย็นและความร้อน รวมถึงการจำลองการทำงานของระบบ HVAC ช่วยให้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมและประหยัดพลังงาน HAP มีความสามารถในการสร้างรายงานที่ละเอียดเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการออกแบบ

โดยซอฟต์แวร์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบระบบปรับอากาศสามารถสร้างแบบจำลองที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำงานร่วมกันและการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนในโครงการก่อสร้างที่ใช้ BIM

ประโยชน์ของการใช้ BIM ในการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC

การใช้ Building Information Modeling (BIM) ในการออกแบบระบบปรับอากาศ (HVAC) มีประโยชน์หลายประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและ ลดต้นทุนในการก่อสร้างและการดำเนินงาน ได้แก่

  1. การวางแผนและออกแบบที่แม่นยำ : BIM ช่วยในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติที่สามารถแสดงรายละเอียดของระบบ HVAC ได้อย่างละเอียด ทำให้นักออกแบบสามารถวางแผนและตรวจสอบการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ และช่วยลดความผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบ
  2. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ : แบบจำลอง BIM สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ HVAC ได้ เช่น การไหลของอากาศ การกระจายความร้อน และการระบายอากาศ ซึ่งช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน
  3. การประสานงานระหว่างทีมงาน : BIM ช่วยให้ทุกทีมงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาปนิก วิศวกรระบบ และผู้รับเหมา สามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวกันได้ ทำให้การสื่อสารและการประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดปัญหาความไม่สอดคล้องกันในข้อมูล 
  4. การคาดการณ์และการแก้ไขปัญหา : แบบจำลอง BIM ช่วยให้สามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการก่อสร้างได้ล่วงหน้า และทำการแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหาจริง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาในภายหลัง
  5. การบำรุงรักษาและการจัดการ : ข้อมูลจาก BIM สามารถใช้ในการจัดการและบำรุงรักษาระบบ HVAC หลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้น ทำให้การจัดการระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถติดตามการทำงานของระบบได้ตลอดอายุการใช้งาน
  6. การประเมินค่าใช้จ่าย : การใช้ BIM ช่วยในการประเมินค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการดำเนินงานของระบบ HVAC ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยในการจัดการงบประมาณของโครงการ

ตัวอย่างโมเดล BIM ของระบบปรับอากาศ HVAC โดย CAI Engineering

ตัวอย่างโมเดล BIM ของระบบปรับอากาศ HVAC โดย CAI Engineering

CAI Engineering ได้มีการนำ BIM มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน Hololens ด้วยการสร้างแบบจำลอง AHU เสมือนจริงขึ้นมาผ่านโปรแกรม Revit เพื่อให้ผู้สวมใส่แว่น Hololens นั้นเห็นการทำงานของ AHU ได้อย่างสมจริงที่สุด นอนจากนี้เรายังมีการใช้ BIM ในการออกแบบและเดินไลน์ท่อต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ออกแบบ วิศวกร และผู้รับเหมา มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพื่อให้ห้องคลีนรูมมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

“CAI Engineering” ผู้นำนวัตกรรมปรับอากาศ ด้วยเทคโนโลยี BIM ที่ล้ำสมัย

CAI Engineering เรามุ่งมั่นและไม่หยุดที่จะพัฒนาในการนำอุตสหากรรมปรับอากาศก้าวข้ามขีดจำกัดของการออกแบบระบบปรับอากาศ HVAC  ด้วยการนำเทคโนโลยี BIM มาประยุกต์ใช้ เพื่อผลักดันนวัตกรรมและยกระดับประสิทธิภาพการออกแบบและการก่อสร้าง พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เพื่องานระบบปรับอากาศออกมาได้อย่างแม่นยำ ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพตามที่ได้ออกแบบไว้และตามเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลือกวัสดุที่ใช้สร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644

การเลือกวัสดุที่ใช้สร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644

การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะกับการสร้างห้องคลีนรูมตามมาตรฐาน ISO 14644 จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าห้องคลีนรูมจะมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการ

Read More »
"Green Technology" เทรนด์เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเป้าหมาย Net Zero Emissions

“Green Technology” เทรนด์เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อเป้าหมาย Net Zero Emissions

เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) ขับเคลื่อนโลกสู่ Net Zero ด้วยเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหยุดวิกฤตโลกร้อน

Read More »

By clicking “Accept”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts. Privacy Policy

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า