แผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศ

เจาะลึก! ฟิลเตอร์กรองอากาศ อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ใน Cleanroom

การผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องคลีนรูม ช่วยควบคุมการปนเปื้อนฝุ่นละอองและเชื้อโรค เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และปลอดภัยกับผู้ใช้งาน ซึ่งตัวช่วยในการกรองอนุภาคขนาดเล็กในห้องคลีนรูม คือ เทคโนโลยีฟิลเตอร์กรองอากาศ (Air Filtration Technology) ช่วยกรองอนุภาคขนาดจิ๋วที่ตาเปล่ามองไม่เห็น มาเจาะลึกเทคโนโลยีสุดมหัศจรรย์นี้ด้วยกันครับ

กำเนิดแผ่นกรองอากาศ

แผ่นกรองอากาศถูกนำมาใช้และพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ ค.ศ.1900 หรือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาจาก Hepa ที่ใช้กรองสิ่งปนเปื้อนจากกัมมันตภาพรังสี สู่การประยุกต์ใช้กับห้องปลอดเชื้อในโรงงานยาและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

 

ทำไมต้องกรองอากาศ

 

ทำไมต้องมีการกรองอากาศ?

ในบรรยากาศปกติประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ได้แก่ ออกซิเจน 21% ไนโตรเจน 78% อาร์กอน 1% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% และแก๊สอื่น ๆ ในปริมาณเล็กน้อย เช่น ไฮโดรเจน นีออนคริปทอนฮีเลียม โอโซนซีนอน รวมถึงไอน้ำ ในปริมาณที่แตกต่างกัน 

อากาศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ โดยเฉลี่ยมนุษย์ต้องการปริมาณออกซิเจนประมาณ 30 ลิตรต่อชั่วโมง ดังนั้น มนุษย์จึงต้องการสูดอากาศประมาณ 150 ลิตรต่อชั่วโมง (150LPH x 21% = 31.5LPH) หรือ 0.15 CMH 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมนุษย์ผลิตแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย จึงจำเป็นต้องใช้อากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) ประมาณ 5.0 CMH เพื่อชดเชย ซึ่งหากกำหนดค่ามาตรฐานที่ต้องเติมอากาศจากภายนอกให้เพียงพอต่อปริมาณอากาศที่ต้องการ โดยปกติจะกำหนดไว้ที่ 15-30 CMH/1 คน แต่เมื่อในอากาศมีอนุภาค (Particle) ต่าง ๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากการเผาไหม้ของรถยนต์ การปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรม หรือกระบวนการอื่น ๆ ดังนั้น ฝุ่นในบรรยากาศจึงเป็นการรวมกันของหมอกควันอนุภาคขนาดเล็ก และยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น ถั่วงอกสปอร์ (Spore) หรือละอองเรณู (Pollen) อีกด้วย อนุภาคเหล่านี้เรียกว่า “Aerosols” ลอยอยู่ในอากาศและอาจปนเปื้อนในการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ จึงจำเป็นต้องมีการกรองอากาศ เพื่อควบคุมปริมาณอนุภาคเหล่านี้

ฟิลเตอร์หยาบ – ฟิลเตอร์ละเอียด

ฟิลเตอร์กรองอากาศมีให้เลือกใช้มากมาย ตั้งแต่ “ฟิลเตอร์แบบหยาบ” สำหรับดักจับฝุ่นผ้าสำลี และเส้นผม ไปจนถึง “ฟิลเตอร์ HEPA” เพื่อประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กระดับไมครอน ซึ่งอนุภาคเป็นวัตถุที่มีขนาดเล็ก สามารถระบุคุณสมบัติทางกายภาพ หรือทางเคมีได้หลายอย่าง เช่น ปริมาตร ความหนาแน่น หรือมวล

หน่วยวัดของอนุภาค (Particle) มักถูกกำหนดโดยไมโครเมตร (ไมครอน, micron, μm) โดยวัดเป็นเส้นผ่านศูนย์กลาง แต่หากเล็กกว่านั้นจะวัดเป็น นาโนเมตร (nano, nm)

*1 micron = 0.001 millimeter 

1 nanometer = 0.001 micron

อนุภาคขนาดเล็กช่วงเล็กกว่า 0.3 ไมครอน เช่น ไวรัส จะสามารถลอยในอากาศตามกระแสลม ส่วนอนุภาคขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมาก จะตกลงสู่พื้น

 

ฟิลเตอร์กรองอากาศทำงานอย่างไร

 

การทำงานของฟิลเตอร์กรองอากาศ

กลไกการทำงานของฟิลเตอร์กรองอากาศ สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลไก โดยยึดตามขนาดของอนุภาค และความละเอียดของแผ่นกรองอากาศ ดังนี้

  • Sieving

กลไกแรกจะเริ่มจากการดักอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าระยะห่างระหว่างเส้นใยของแผ่นกรอง มักจะมีผลต่อขนาดอนุภาคตั้งแต่ 5 μm ขึ้นไป อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คืออนุภาคที่มีขนาดใหญ่จะไม่สามารถผ่านเส้นใยไปได้นั่นเอง

  • Inertia Impaction

เมื่ออนุภาคไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านโครงสร้างเส้นใยของตัวกรองได้ จะเกิดแรงเฉื่อยที่ทำให้อนุภาควิ่งไปชนเส้นใยด้วยตัวเอง กลไกนี้จะมีผลอย่างยิ่งกับอนุภาคตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 μm ขึ้นไปและจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่ออนุภาคมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก

อธิบายให้เห็นภาพคือ ลักษณะของ Inertia Impaction เปรียบได้กับการขับรถแหกโค้งชนต้นไม้ รถคือตัวแทนของอนุภาค ถนนคือกระแสลม และต้นไม้คือเส้นใยแผ่นกรอง

  • Interception

อนุภาคขนาดเล็กที่มีน้ำหนักเบา จะเคลื่อนที่ผ่านเส้นใยตามกระแสลม เมื่ออนุภาคเข้าใกล้เส้นใยมากขึ้น ตัวอนุภาคจะถูกดูดเข้าหาเส้นใยจากทิศทางด้านข้างของกระแสลม ความเร็วลมที่เกิดขึ้นจะไม่มีผลต่อประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดการกรองอนุภาคขนาดเล็กเช่นนี้ได้ คือเส้นใยขนาดเล็กจำนวนมาก เราสามารถเรียกแรงดูดหรือแรงยึดเหนี่ยวแบบนี้ว่า Van der Waals Force ซึ่งจะมีผลสำหรับอนุภาคตั้งแต่ 0.1 μm -1 μm โดยประมาณ และจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่ออนุภาคมีขนาดใหญ่ขึ้น

  • Diffusion

อนุภาคที่มีขนาดต่ำกว่า 1 μm (โดยประมาณ) จะไม่ไหลตามกระแสลมผ่านเส้นใยแล้ว แต่มันจะเคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทาง ซึ่งเรียกว่า Brownian Motion โมเลกุลในอากาศทำให้อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้จะเคลื่อนที่ซิกแซกไปสัมผัสเส้นใย และยึดติดกับเส้นใยเพิ่มขึ้น ตามความเร็วที่ลดลง และขนาดอนุภาคที่เล็กลง

 

อนุภาคที่กรองได้เล็กแค่ไหน

การคำนวณประสิทธิภาพของฟิลเตอร์กรองอากาศ

สุดท้ายนี้ เราจะมามองประสิทธิภาพโดยรวมของตัวกรองแต่ละประเภท ประสิทธิภาพสูงสุดจะถูกกำหนดให้แตกต่างกันตามประเภทของฟิลเตอร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวของอนุภาค 

เมื่อผ่านฟิลเตอร์แต่ละแบบ ประสิทธิภาพการกรองของกลไก Inertia Impaction และ Interception จะลดลง ตามขนาดอนุภาคที่เล็กลง ในขณะที่ Diffusion ประสิทธิภาพของแผ่นกรองอากาศจะลดลงตามขนาดอนุภาคที่ใหญ่ขึ้น จุดที่อนุภาคที่มีความสามารถทะลุทะลวงได้มากที่สุด และสามารถหลุดผ่านกระบวนการกรองของแผ่นกรองได้มาก เรียกว่า Most Penetration Particle Size (MPPS) ซึ่งจุดนี้จะมีขนาดอนุภาคประมาณ 0.1-0.2 ไมครอน

กล่าวได้ว่า MPPS เป็นจุดที่ไส้กรองอากาศมีประสิทธิภาพโดยรวมต่ำที่สุดที่จะกรองอนุภาคได้ (แล้วแต่ชนิดและยีห้อของไส้กรองอากาศ) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า

MPPS ≠ 0.3μm ตามที่หลายคนเข้าใจผิด

และ MPPS efficiency ≠ 0.3μm efficiency เช่นกัน

HEPA ที่วัดประสิทธิภาพตาม MPPS ไม่ได้กรองฝุ่น

ได้แค่ 0.3 μm แต่มันกรองฝุ่นได้เล็กกว่านั้น

 

ฟิลเตอร์กรองอากาศ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างห้องสะอาด (Cleanroom) ที่เป็นมาตรฐานในอนาคตของทุกอุตสาหกรรม หากคุณต้องการรู้จักกับห้องสะอาดให้มากขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ใน: รอบรู้เรื่องห้องคลีนรูม แบ่งเป็นกี่ประเภท ใช้ในอุตสาหกรรมใดบ้าง? และ รู้จัก Cleanroom PIC/S ห้องคลีนรูมมาตรฐานเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตยา หรือติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับห้องสะอาดกับ CAI Engineering ได้ที่เว็บไซต์นี้ เราและทีมงานผู้มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี พร้อมถ่ายทอดความรู้เพื่อคุณครับ

ร่วมเดินหน้าสู่นวัตกรรมการปรับอากาศให้เท่าทันกับโลกอนาคตไปกับเรา

Line OA : @caihvac หรือ Click https://lin.ee/RTsrnHb

E-mail : veeraya@caiengineering.com

Blockdit : https://www.blockdit.com/caiengineering

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

By clicking “Accept”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts. Privacy Policy

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า